อุตฯชิ้นส่วนรถยนต์สูญกว่าแสนล
[3 พฤษภาคม 2554]
 

อุตฯชิ้นส่วนรถยนต์สูญกว่าแสนล
 

         พิษสึนามิญี่ปุ่นขยายผลดึงกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ไทยระส่ำด้วยนาน 6 เดือน ตั้งแต่เม.ย.-ก.ย. ประธานกลุ่มชิ้นส่วนฯจากส.อ.ท. ประเมินรายได้สูญไม่ต่ำกว่า 105,000 ล้านบาท หรือ 70% ของมูลค่าการผลิตรถยนต์ที่หายไปจากเป้าที่ตั้งไว้ปีนี้     ห่วงเลิกโอที หวั่นแรงงานไหลออก ไตรมาสสี่ตลาดเด้งกลับจะขาดคนรองรับกำลังผลิตที่อั้นไว้  ล่าสุดค่ายรถ"ฮอนด้า" ลดระดับการสั่งออร์เดอร์ชิ้นส่วนแล้ว ด้านนายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ติงอย่าตื่นไตรมาส3 เริ่มฟื้น

        นายยงเกียรติ์  กิตะพาณิชย์  ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์  สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้สัมภาษณ์"ฐานเศรษฐกิจ"ถึงสถานการณ์อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ในขณะนี้ว่า  นับตั้งแต่เดือนเมษายนไปจนถึงเดือนกันยายนปี2554 หรือในช่วงไตรมาส 2 และไตรมาส3ผู้ประกอบการด้านชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์เตรียมรับผลกระทบที่ต่อเนื่องมาจากวิกฤติสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากการที่ญี่ปุ่นไม่สามารถผลิตชิ้นส่วนสำคัญสำหรับประกอบในรถยนต์ เพื่อส่งออกให้กับฐานการผลิตยานยนต์ค่ายญี่ปุ่นในประเทศต่างๆได้ตามปกติ รวมถึงฐานการผลิตในประเทศไทยด้วย ก็จะทำให้การผลิตรถแต่ละรุ่นเกิดการสะดุดลง ส่งผลต่อเนื่องมาถึงการใช้ชิ้นส่วนในประเทศไทยด้วย เพราะส่วนใหญ่ไทยจะเป็นฐานการผลิตรถค่ายญี่ปุ่น

- รายได้หายกว่าแสนล. 
          ทั้งนี้ในเบื้องต้นประเมินว่าผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์จะมีรายได้ในปี 2554 ที่หายไปประมาณ 105,000 ล้านบาท  หรือคิดเป็น 70% ของมูลค่าการผลิตรถยนต์ที่หายไปจากเป้าที่ตั้งไว้ในปีนี้  โดยตัวเลขดังกล่าวกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ประเมินจากยอดการผลิตรถยนต์ทั้งปีในปี 2554  ที่ไตรมาสแรกยอดการผลิตรถยนต์จะเพิ่มขึ้น 6% ไตรมาส2 คาดว่าจะติดลบประมาณ 40% จากผลกระทบสึนามิ และไตรมาส3 จะติดลบประมาณ 25% เพราะผลกระทบจากสึนามิยังมีต่อเนื่องอยู่ และไตรมาส4 ยอดการผลิตรถจะกลับมาเป็นบวก โดยจะขยายตัวสูงเกิน 6%  หลังจากที่ทุนญี่ปุ่นมีการแก้ปัญหาการใช้ชิ้นส่วนสำคัญในรถได้แล้ว 

            "หากทุกอย่างเป็นไปตามที่กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ประเมินไว้ตามนี้ก็จะทำให้ปี 2554 อุตสาหกรรมรถยนต์จะติดลบประมาณ 13% หรือมียอดการผลิตรถยนต์อยู่ที่ 1.5 ล้านคัน/ปี จากเป้าที่ตั้งไว้ว่าปีนี้จะมียอดการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในประเทศไทยจำนวน 1.8 ล้านคัน/ปี  ทำให้ยอดการผลิตต่ำกว่าเป้าไปประมาณ 300,000 คัน เปรียบเทียบกับปี 2553 ที่มียอดการผลิตรถยนต์ทุกชนิด 1.6 ล้านคัน/ปี "

- หวั่นแรงงานไหลออกQ4โตแรง
           ดังนั้นเมื่อยอดการผลิตรถยนต์ในช่วงไตรมาส2 และ3 ต่ำลงจากเป้าจนทำให้ทั้งปีมียอดการผลิตรถยนต์หายไป 300,000 คันนั้น หากคำนวณราคาเฉลี่ย/คันอยู่ที่ประมาณ 500,000 บาท ก็จะมีมูลค่ารถยนต์ที่หายไปไม่ต่ำกว่า 150,000 ล้านบาท แปลว่ากลุ่มชิ้นส่วนจะกระทบไปด้วยประมาณ 70%ของมูลค่ารถยนต์ที่หายไป หรือเป็นเม็ดเงินประมาณ 105,000 ล้านบาท 

       ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์กล่าวอีกว่า  กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์จะต้องผ่าน 2 ไตรมาสนี้ไปให้ได้ โดยหามาตรการรองรับในระยะสั้นนี้เนื่องจากจะเป็นช่วงที่มีการลดโอทีลง ก็จะทำให้แรงงานมีรายได้ลดลง ต้องหาวิธีการรักษาแรงงานไว้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ไม่เช่นนั้นแล้วหากแรงงานไหลออกเหมือนช่วงวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่ผ่านมา ที่แรงงานจะกลับไปสู่ภาคการเกษตรและบางส่วนไม่ยอมกลับมาในภาคอุตสาหกรรมอีก ก็จะเกิดปัญหาแรงงานขาดแคลนในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนได้ 

           "ทางหนึ่งที่ผู้ประกอบการควรทำคือใช้เวลา 6 เดือนที่เกิดสุญญากาศนี้พัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อเตรียมพร้อมในการรับมือไตรมาส4 ปี2554 ที่จะกลับมาเป็นช่วงที่ตลาดรถยนต์ขยายตัวกลับสู่ภาวะปกติแล้ว  โดยมองกันว่าจะขยายตัวแรงโดยตัวเลขการเติบโตจะสูงกว่าไตรมาสแรกปีนี้ เนื่องจากมีออร์เดอร์ที่อั้นไว้ ทั้งออร์เดอร์เก่าที่ค้างอยู่และมีกำลังผลิตใหม่ที่เข้ามาพร้อมกัน"

- ฮอนด้าลดระดับแผนจัดซื้อ
          ด้านแหล่งข่าวจากบริษัท ซัมมิท โอโตซีท อินดัสตรี จำกัด  ที่มีนายสรรเสริญ จุฬางกูร เป็นผู้ก่อตั้ง กล่าวว่าเป็นโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ภายในรถ เช่น เบาะรถ, พรมปูพื้น, แผงประตู, ฝาหลังคา แผงกันแดด หัวเกียร์ และตัวดูดซับเสียง เป็นต้น และเป็นหนึ่งในบริษัทที่ป้อนชิ้นส่วนให้กับรถ"บริโอ้" รถอีโคคาร์หรือรถประหยัดพลังงานค่าย"ฮอนด้า"  ที่ขณะนี้ได้ลดระดับการสั่งออร์เดอร์ชิ้นส่วนแล้ว  โดยปรับแผนการจัดซื้อ-จัดส่งจากรายเดือนเป็นรายสัปดาห์ และยังไม่มีการสั่งซื้อล่วงหน้าในเดือนถัดไป  ซึ่งการลดระดับการจัดซื้อ-จัดส่งชิ้นส่วนรถยนต์จะทยอยเกิดขึ้นกับรถค่ายญี่ปุ่นเกือบทุกค่ายในช่วงระยะสั้นนี้ จะทำให้การผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในตลาดรวมหายไปกว่า 50% หลังจากที่มีการชะลอออร์เดอร์ลง เนื่องจากปัจจุบันผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ส่วนใหญ่มีลูกค้าหลักจากรถค่ายญี่ปุ่นทุกรุ่นโดยเฉพาะโตโยต้า ฮอนด้า  อีซูซุ นิสสัน ที่ผลิตเพื่อการส่งออกและจำหน่ายในประเทศ แต่ต้องสะดุดลงเพราะขาดชิ้นส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับระบบควบคุมต่างๆภายในรถ และระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงจากญี่ปุ่น

       "ต้องรอดูภาพรวมอีกครั้งในไตรมาสสุดท้ายของปี หากตลาดพลิกกลับมาแรงขึ้นผลกระทบทั้งปีก็ไม่น่าจะมากเพราะมีการอั้นการใช้ชิ้นส่วนมานาน 5-6 เดือน บวกกับปัญหาเกิดจากซัพพลายไม่มี ไม่ใช่เกิดจากดีมานด์ไม่มี และเมื่อโรงงานที่ญี่ปุ่นสามารถซัพพลายชิ้นส่วนสำคัญในรถได้ ตลาดก็จะกลับมา"

- แนะรัฐช่วยเบี้ยเลี้ยงอบรม
          แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการในวงการชิ้นส่วนยานยนต์อีกรายกล่าวว่า ขณะนี้วงการยานยนต์ยังบอกไม่ได้ว่าสถานการณ์นี้จะกลับมาสู่ภาวะปกติได้เมื่อใด เนื่องจากขณะนี้บริษัทที่ญี่ปุ่นอยู่ระหว่างการทดสอบการผลิตชิ้นส่วนสำคัญด้านอิเล็กทรอนิกส์จากฐานการผลิตอื่นในยุโรปเพื่อมาทดแทนฐานการผลิตที่ประเทศญี่ปุ่น  ซึ่งยังไม่รู้ว่าผลการทดสอบนี้จะออกมาเมื่อไหร่

          ดังนั้นในช่วงไตรมาส2 และ3 ปีนี้ภาครัฐบาลควรจะลงมาช่วยแก้ปัญหาด้านแรงงานโดยการร่วมมือกับบริษัทผลิตชิ้นส่วนในการพัฒนา อบรม และยกระดับฝีมือแรงงานโดยการจ่ายเบี้ยเลี้ยงรายวันในการอบรมแรงงาน เพื่อดึงให้แรงงานอยู่ในระบบไม่ให้ไหลออกหลังจากที่ผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์มีการลดโอทีลง ไม่เช่นนั้นแล้วเมื่อตลาดยานยนต์กลับมาในไตรมาสสุดท้ายของปีก็จะหาแรงงานที่มีฝีมือมารองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไม่ได้
 
          ด้านนางอัชณา ลิมป์ไพฑูรย์ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) กล่าวว่า ในส่วนของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ซึ่งมีผู้ผลิตระดับเทียร์ 1 ราว 400-500 ราย และระดับเทียร์ 2-3 ประมาณ 1,600 รายทั่วประเทศ มีแรงงานประมาณ 350,000-400,000 คน ขณะนี้จำเป็นต้องลดกำลังการผลิตตามกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ประกาศลดกำลังการผลิตเฉลี่ย 50% เป็นระยะเวลา 2 เดือน แต่จะยังไม่มีการหยุดกำลังการผลิตเพราะต้องการรักษาแรงงานไว้ และยังมีงานในส่วนของตลาดส่งออกและตลาดอะไหล่ที่ยังมีความต้องการชิ้นส่วนยานยนต์อยู่ 

         ทั้งนี้ มาตรการที่ต้องการให้กระทรวงอุตสาหกรรมให้การช่วยเหลือคงจะต้องหารือกันอีกครั้ง แต่ในเบื้องต้นประเด็นสำคัญที่จะต้องดำเนินการในช่วง 2 เดือนที่อุตสาหกรรมยานยนต์ลดกำลังการผลิตคือการฝึกอบรมพัฒนาประสิทธิภาพของบุคลากร ซึ่งคงจะไม่ได้ใช้แนวทางของโครงการต้นกล้าอาชีพ เพราะ TAPMA มีการจัดโครงการอบรมประสิทธิภาพโดยตรงอยู่แล้ว แต่อาจต้องทำเพิ่มขึ้นเพื่อแก้ปัญหาในช่วงนี้โดยขอการสนับสนุนงบประมาณจากทางภาครัฐ 

 - ค่ายรถติงอย่าตื่นQ3ฟื้น
          ต่อเรื่องนี้ นางเพียงใจ แก้วสุวรรณ นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และรองผู้จัดการใหญ่ รัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท สยามนิสสัน ออโตโมบิล จำกัด เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่อยากให้กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนตื่นตระหนกจนเกินไป เพราะถ้ามองจากผู้ผลิตรถยนต์คาดว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นในเวลานี้จะเป็นระยะสั้น หรือในช่วงเดือน เมษายน-มิถุนายน เท่านั้น โดยเชื่อมั่นว่าค่ายรถยนต์ที่ได้รับผลกระทบในขณะนี้ได้เตรียมหามาตรการและแนวทางที่จะแก้ไข และเชื่อว่าจะไม่ปล่อยให้กินเวลานาน คาดว่าหลังจากเดือน มิถุนายนเป็นต้นไปสถานการณ์ต่างๆน่าจะคลี่คลาย โดยชิ้นส่วนสำคัญบางชิ้นที่ขาดไปก็จะค่อยๆกลับมา
 "ในไตรมาสที่ 3 สถานการณ์ต่างๆน่าจะกลับมา เพราะเชื่อมั่นว่าระบบฟื้นฟูของประเทศญี่ปุ่นค่อนข้างดี ส่วนซัพพลายเออร์ที่ได้รับผลกระทบ ทางค่ายรถก็จะมองหาซัพพลายเออร์ในพื้นที่อื่นๆที่มีศักยภาพและคุณภาพใกล้เคียงกันมาทดแทนกันได้ แต่อาจจะใช้เวลาเล็กน้อย เพราะโวลุ่มจะมีจำนวนมาก จากเดิมที่บริษัทชิ้นส่วนนั้นๆอาจจะไม่เคยผลิตในปริมาณมากมาก่อน ก็ต้องใช้เวลาปรับตัวเล็กน้อย"

-ยันโอทีหายแค่ระยะสั้น
         ขณะที่การสั่งซื้อชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบในประเทศนั้น แต่ละบริษัทจะมีวิธีการที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างของบริษัท นิสสันฯ จะมีการวางแผนล่วงหน้า 1 เดือน และจะทำการตกลงกันอีกครั้งหนึ่งกับผู้ผลิตชิ้นส่วนนั้นๆหรือ บางครั้งก็จะมีการสั่งซื้อในสัปดาห์ต่อสัปดาห์ ซึ่งความกังวลใจต่อคำสั่งซื้อของค่ายผู้ผลิตรถยนต์ที่มีต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนว่าอาจจะมีการลดคำสั่งซื้อลดลงนั้น คาดว่าจะเป็นแค่ช่วงระยะหนึ่งเท่านั้น แต่หลังจากการหาซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนที่ญี่ปุ่นได้ สถานการณ์ทุกอย่างก็จะกลับมาเหมือนเดิม

       ส่วนสถานการณ์ด้านแรงงานที่มีการลดเวลาทำงานและงดโอทีนั้น มองว่าไม่มีความรุนแรง เพราะยังมีการจ้างงานอยู่ แต่สิ่งที่หายไปคือโอทีเท่านั้น และคาดว่าจะเป็นเหตุการณ์ในระยะสั้นๆดังนั้นกลุ่มแรงงานตรงนี้จะไม่มีการไหลออกไปในอุตสาหกรรมอื่นๆอย่างแน่นอน และเชื่อมั่นว่าหลังจากเหตุการณ์ทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิมในช่วงไตรมาสที่ 3 และ 4 อุตสาหกรรมยานยนต์จะกลับมาเติบโตอีกครั้งหนึ่ง

- ลุ้นมิ.ย.มีชิ้นส่วนเข้ามา
         ด้านนายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า สถานการณ์ของค่ายรถยนต์ที่มีการลดกำลังการผลิตในตอนนี้ถือว่าตอบยาก เพราะเป็นการประมาณการจากบริษัทแม่ที่ประเทศญี่ปุ่น ในส่วนของประเทศไทยทำได้เพียงลุ้นว่าชิ้นส่วนที่ขาดไปจะต้องมีการหามาทดแทนได้ในช่วงมิถุนายนที่จะถึงนี้ 


         โดยปกติค่ายรถส่วนใหญ่จะมีการนำเข้าชิ้นส่วนจากประเทศญี่ปุ่นในสัดส่วนที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างในรถปิกอัพ อาจจะใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ 80-90% และนำเข้าชิ้นส่วนจากญี่ปุ่น 20 - 10%  หรือในกลุ่มรถยนต์นั่ง ก็จะใช้ชิ้นส่วนในประเทศตั้งแต่ 60 - 80% โดยเฉพาะอีโคคาร์จะใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศมากถึง 90% 

-พนักงาน"โตโยต้า"เข้าใจ
        ในส่วนของโตโยต้าที่มีการลดกำลังการผลิตลงไป 70% ได้มีการบอกกล่าวผู้ผลิตชิ้นส่วนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนได้มีการเตรียมการเรื่องสต๊อกสินค้าเพื่อรองรับ  โดยตามปกติโตโยต้าจะมีแผนงานในการสั่งซื้อชิ้นส่วน ซึ่งจะวางแผน 3 เดือนล่วงหน้า เพื่อที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนจะมีการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร วัตถุดิบต่างๆ 

         "หลังจากมีประกาศเรื่องลดวันการทำงาน และลดโอทีนั้น ในส่วนของพนักงานโตโยต้าก็ถือว่าโอเค อาจจะมีเสียงบ่นเล็กน้อยเกี่ยวกับโอทีที่หายไป แต่โดยรวมก็เข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนเรื่องชิ้นส่วนที่กังวลกันว่าจะลดลงนั้น ในส่วนของโตโยต้าได้แจ้งผู้ผลิตไปแล้วว่าจะหยุดหรือจะทำการผลิตเท่าไหร่ และแม้ว่าจะมีการวางแผนล่วงหน้า 3 เดือน แต่ในการสั่งซื้อชิ้นส่วน  บางครั้งจะมีการออกรายการสั่งซื้อเป็นรายวัน หรือรายชั่วโมง"

 
 

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,631   1-4  พฤษภาคม พ.ศ. 2554

 
กลับหน้าที่แล้ว
login password


The Federation of Thai Industries. 4th Floor Zone C Queen Sirikit National Convention Center, 60 New Rachadapisek Rd. Klongtoey. Bangkok 10110