ไทยบุกน็อกดอร์ญี่ปุ่น แกรนด์เซล‘ซูเปอร์คลัสเตอร์’เน้นอุตฯไฮเทค
[10 พฤศจิกายน 2558]
 

ไทยบุกน็อกดอร์ญี่ปุ่น แกรนด์เซล‘ซูเปอร์คลัสเตอร์’เน้นอุตฯไฮเทค

โดย ฐานเศรษฐกิจ - 10 พฤศจิกายน 2558

 

“สมคิด” นำทีมเศรษฐกิจโรดโชว์ญี่ปุ่นนำร่อง 25-28 พ.ย. พบองค์กรรัฐและเอกชน ชูนโยบายคลัสเตอร์ ให้สิทธิประโยชน์สูงสุด เดินสายเคาะประตูดึงทุนแบบเจาะกลุ่มเป้าหมายอุตฯไฮเทค บีโอไอจัดเวทีสัมมนาเชิญนักลงทุน700-800 ราย ร่วมฟังนโยบายและสิทธิประโยชน์ใหม่ด้านลงทุน พาณิชย์ขอเพิ่มโควตาเหล็กแลกหมู พร้อมเซ็น MOUหลายฉบับ ขณะที่ ททท.-จาตา มุ่งดันทัวริสต์ 2 ล้านคน

หลังจากที่ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลนำโดย ดร.สมคิดจาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 1 (ตามมติ ครม. 1 ก.ย.)อัดฉีดงบ 1.36 แสนล้านบาท ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและภาคเกษตร ตามมาด้วยมาตรการระยะที่ 2 (มติ ครม. 27ต.ค.)ไฟเขียว ช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ด้วยงบกว่า 5 พันล้านบาท เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้เอสเอ็มอี ทั้งรายใหม่และรายเก่าเกือบแสนราย
โดยมาตรการดังกล่าวทำควบคู่กับมาตรการส่งเสริมการลงทุน ตามยุทธศาสตร์ใหม่บีโอไอ ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญ เร่งรัดการลงทุนของภาคเอกชนเป็นลำดับต้นๆดึงดูดเม็ดเงินจากต่างประเทศให้ เข้ามาลงทุน โดยเฉพาะทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) ผลักดันให้ไทยเป็นฐานการอุตสาหกรรมใหม่โดยใช้เครื่องมือด้านสิทธิประโยชน์ ทางภาษีจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)และกระทรวงการคลังดึงดูดการลงทุน -เดินแผนกระตุ้นศก.ระยะ 3

ล่าสุด ดร.อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผย”ฐานเศรษฐกิจ”ว่า รัฐบาลนำโดย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ กำลังเดินแผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 3 ต่อเนื่องโดยออกไปโรดโชว์ต่างประเทศเพื่อชักจูงการลงทุน ถือเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เดินคู่กันไปเป็นภาพใหญ่ ตามที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญ โดยนัดแรกระหว่างวันที่ 25-28 พฤศจิกายนนี้ ดร.สมคิด จะเป็นหัวหน้าคณะไปซักจูงการลงทุนที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เป็นประเทศแรก หลังจากที่สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนปรับใหม่ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมามีความชัดเจนมากขึ้นตามลำดับ โดยมีหน่วยงานที่ร่วมคณะไปด้วย เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา บีโอไอ รวมถึงตัวแทนภาคเอกชน เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นต้น

ชูนโยบาย”คลัสเตอร์”

ทั้งนี้การเดินสายไปชักจูงการลงทุนในต่างประเทศ จะมุ่งเจาะกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายเป็นสำคัญ โดยเน้นไปที่คลัสเตอร์ ชักจูงให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งล่าสุดรองนายกรัฐมนตรี(ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์)ให้เน้นเจาะกลุ่มรายใหม่ เพื่อดึงทุนเข้ามาลงทุนในไทยโดยเฉพาะคลัสเตอร์กลุ่มอุตสาหกรรมไฮเทค

สอดคล้องกับที่ นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ร่วมคณะ ไปกับทีมเศรษฐกิจด้วย โดยบีโอไอมีเป้าหมาย 2 ส่วนคือ 1. เข้าพบนักลงทุนแบบเจาะกลุ่มอุตสาหกรรม ประกอบด้วยกลุ่มยานยนต์ เครื่องมือแพทย์และอิเล็กทรอนิกส์ โดยเน้นการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตประมาณ 5-6 บริษัทเป้าหมาย แต่ยังไม่สามารถระบุชื่อได้ว่าเป็นบริษัทใดบ้างเนื่องจากรายชื่อบริษัทที่ เข้าพบยังไม่นิ่ง 2. จัดงานสัมมนาใหญ่ที่กรุงโตเกียว เชิญนักลงทุนราว 700-800 คน มาฟังสัมมนาในหัวข้อ “ประเทศไทย มุ่งสู่การเติบโตที่ยั่งยืน” เป็นการฉายภาพให้นักลงทุนเห็นว่าสิทธิประโยชน์ที่รัฐบาลให้ใหม่นั้น สนับสนุนการลงทุนด้านใดบ้าง โดยเฉพาะนโยบายคลัสเตอร์ที่จะชูเป็นไฮไลต์สำคัญในการชักจูงการลงทุนครั้งนี้

ยึดเวทีสัมมนาเผยแพร่นโยบายใหม่

ทั้งนี้บีโอไอจะใช้เวทีสัมมนาเผยแพร่ให้นักลงทุนญี่ปุ่นเห็นว่ามติครม. (22ก.ย.58) ได้ไฟเขียวนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจในรูปแบบคลัสเตอร์ โดยกำหนดประเภทแบบคลัสเตอร์และกิจการเป้าหมายไว้ 3 ส่วน ดังนี้ 1.ซูเปอร์คลัสเตอร์เตอร์ที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ประกอบด้วยเฟสแรก 4 กลุ่ม ได้แก่ คลัสเตอร์ยานยนต์และชิ้นส่วน คลัสเตอร์เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์โทรคมนาคม คลัสเตอร์ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และคลัสเตอร์ดิจิตอล ซึ่งอยู่ในพื้นที่เป้าหมาย 9 จังหวัด ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี นครราชสีมา เชียงใหม่ และภูเก็ต 2.คลัสเตอร์เป้าหมายอื่นๆ ที่ลงทุนทั่วไป เช่น คลัสเตอร์เกษตรแปรรูป คลัสเตอร์สิ่งทอและเครื่องนุ่มห่ม 3.กิจการที่สนับสนุนการพัฒนาคลัสเตอร์ เช่นกิจการฐานความรู้ และกิจการโลจิสติกส์

โดยซุปเปอร์ คลัสเตอร์จะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีต่างๆ เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี และลดหย่อน 50 % เพิ่มเติมอีก 5 ปี ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร และยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และกระทรวงการคลังจะให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับผู้เชี่ยวชาญชั้นนำระดับนานาชาติที่เข้ามาทำงานในพื้นที่ที่กำหนด ทั้งคนไทยและต่างชาติ และหากเป็นกิจการเพื่ออนาคตที่มีความสำคัญสูงกระทรวงการคลังจะพิจารณายกเว้น ภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 10-15 ปี(ล่าสุดคลังอยู่ระหว่างพิจารณาหลังครม.เห็นชอบแล้ว)

ส่วนคลัสเตอร์เป้าหมายอื่นๆ ในรูปแบบภาษี จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3-8 ปี และลดหย่อน 50% เพิ่มเติมอีก 5 ปี และยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรให้

โดยทั้ง 2 ส่วนนี้(ซูเปอร์คลัสเตอร์ และคลัสเตอร์เป้าหมายอื่นๆ )จะได้สิทธิประโยชน์ที่ไม่ใช่ภาษี เหมือนกันทั้ง เช่น พิจารณาให้ถิ่นที่อยู่ถาวรสำหรับผู้เชี่ยว ชาญชั้นนำระดับนานาชาติ อนุญาตให้ต่างชาติถือกรรมสิทธิ์ที่ดินเพื่อ ประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมได้

สำหรับกิจการที่สนับสนุนการพัฒนาคลัสเตอร์ เช่น กิจการฐานความรู้ จะได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี (ไม่จำกัดวงเงิน) และลดหย่อนภาษีเงินได้ 50% เพิ่มเติมอีก 5 ปี ส่วนกิจการโลจิสติกส์ได้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 5-8 ปี และลดหย่อนภาษีเงินได้ 50%เพิ่มเติมอีก 5 ปี
“มาตรการเหล่านี้บีโอไอต้องการเผยแพร่ให้นักลงทุนญี่ปุ่นเข้าใจ เพราะเป็นกลุ่มทุนที่เข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุดเป็นอันหนึ่งต่อเนื่องมาหลาย ปี ได้รับทราบสิทธิประโยชน์ที่เอื้อต่อการลงทุนมากขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่ม อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง” เลขาธิการบีโอไอกล่าว

 “สมคิด”เน้นขับเคลื่อนเชิงรุก

ต่อเรื่องนี้ดร. สมคิด จาติศรีพิทักษ์ รองนายหกรัฐมนตรีและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจกล่าวว่า ล่าสุดได้เตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนที่จะมาเป็นคลัสเตอร์ โดยจะมีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการขับเคลื่อนเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นคณะกรรมการ บริหารเรื่องคลัสเตอร์ เพื่อเน้นการขับเคลื่อนเชิงรุกมากขึ้น เพราะขณะนี้ยังพบว่านักลงทุนญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่งสนใจเข้ามาลงทุนในไทย ดังนั้นการไปเยือนญี่ปุ่นครั้งนี้จะเข้าไปหารือกับรัฐบาลและนักลงทุนญี่ปุ่น ด้วย

 พณ.โชว์ไฮไลต์เยือนญี่ปุ่น

ด้านนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เปิดเผยว่ามีการเตรียมความพร้อมสำหรับการเยือนญี่ปุ่น โดยที่ ไฮไลต์สำคัญจะมีการจัดการประชุม High Level Joint Commission(HLJC)และการหารือกับผู้บริหารในรัฐบาลและนักธุรกิจรายสำคัญของ ญี่ปุ่น ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทย-ญี่ปุ่น ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นขณะที่จะมีการเข้าพบและหารือกับรองนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และหารือกับเอกชนรายใหญ่ของญี่ปุ่นด้วย

 เตรียมเซ็น MOU หลายฉบับ

นอกจากนี้จะมีการลงนามบันทึกความตกลง(MOU) อีกหลายฉบับ โดยในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ จะมีการลงนามThai Animation &Computer Graphics Assc.(TACGA)กับFukuoka Creative Content Assc ร่วมผลิตตัวอักษร ไทย-ญี่ปุ่น สร้างเป็นคลิปภาพเคลื่อนไหวเพื่อสนับสนุนสินค้า การท่องเที่ยวและอาหารของ2 ปะเทศ , เอ็มโอยูระหว่างSiam Steel กับEhgrit เพื่อผลิตของใช้สำหรับโรงแรมขนาดเล็ก และการลงนามระหว่าง สหกรุ๊ป (ยังไม่มีรายละเอียดและอยู่ระหว่างรอการยืนยัน) ส่วนภาคอุตสาหกรรม เช่น การลงนามเอ็มโอยูระหว่างอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกับ บริษัท Japan Automotive Research Institute(JARI)ในการพัฒนาบุคลากร และการทดสอบรถยนต์และชิ้นส่วน เป็นต้น ขณะที่ด้านการท่องเที่ยว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวของไทยจะเซ็นเอ็มโอยูกับ Japan Association of Travel Agents (JATA)กับเจโทร เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวระหว่างกัน

 ขอเพิ่มโควตาเหล็กแลกหมู

รวมถึงล่าสุด(5 พ.ย.)สุดทางนายชิโระ ซะโดะชิมะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย ได้เข้าพบและหารือกับนางอภิรดีในโอกาสที่ดร.สมคิดจะเดินทางเยือนญี่ปุ่น โดยทางญี่ปุ่นขอให้ไทยเพิ่มโควตานำเข้าเหล็กจากญี่ปุ่นเพื่อใช้ในการผลิตใน อุตสาหกรรมรถยนต์จากปัจจุบันที่ได้รับโควตาภาษีต่ำภายใต้ความตกลงหุ้นส่วน เศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA)ปริมาณ 5.30 แสนตันต่อปี ซึ่งประเด็นดังกล่าวกระทรวงพาณิชย์ต้องหารือกับกระทรวงอุตสาหกรรมก่อน เพราะที่ผ่านมาการนำเข้าเหล็กนั้นจะนำเข้าตามความต้องการใช้จริงของเอกชน ส่วนความต้องการของฝ่ายไทยนั้นต้องการให้ญี่ปุ่นเพิ่มโควตาการนำเข้าหมูปรุง สุกจากเดิมที่ได้รับโควตาเสียภาษีนำเข้า 16% ที่ 1.200 พันตันต่อปี(นอกโควตาเสียภาษี 20%) ขอเพิ่มเป็น 1.20 หมื่นตัน จากที่ไทยส่งออกเฉลี่ยปีละ 6.400 พันตัน รวมทั้งในส่วนของผลไม้ เช่น มะม่วง มะนาว ส้ม ก็ขอให้เพิ่มการนำเข้าด้วย ซึ่งการหารือนี้จะเกิดขึ้นหลังจากที่รองนายกฯไปเยือนญี่ปุ่นกลางเดือนนี้

 สุวิทย์ล่วงหน้าเยือนอิหร่าน

ด้านดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 20-26 พฤศจิกายนนี้ตนและคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์มีกำหนดการเดินทาง เยือนสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระดับสูงก่อนการยกเลิกการคว่ำบาตรอิหร่านอย่างเป็น ทางการ และเพื่อเป็นคณะเตรียมการก่อนที่คณะของรองนายกฝ่ายเศรษฐกิจ นำโดย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ จะเดินทางเยือนอิหร่านในช่วงต้นปีหน้า เพื่อเปิดช่องทางการค้าการลงทุนระหว่างไทยกับตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกับอิหร่านและโอมาน ในสาขาความร่วมมือไตรภาคี ไทย-โอมาน-อิหร่านใน 5 กลุ่มสินค้าได้แก่ อาหารพลังงาน การท่องเที่ยวและโรงแรม การเงินและการธนาคาร และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งการเดินทางไปในครั้งนี้ จะไปพบและหารือกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เหมืองแร่และการค้าของอิหร่านซึ่งเป็นหน่วยงานดูแลการนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ ขั้นพื้นฐาน เช่น ข้าว ข้าวสาลี น้ำตาลทราย นมผง และอาหารที่จำเป็นในการบริโภคจากแหล่งในประเทศและต่างประเทศ และหารือกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรของอิหร่านซึ่งกำกับดูแล Iran Veterinary Organization (IVO) หน่วยงานควบคุมการนำเข้าอาหารประเภทวัตถุดิบ เช่น ไก่สด เนื้อจากปศุสัตว์ ฯลฯ เป็นต้น

สร้างเครือข่ายเชื่อมเอสเอ็มอี

ด้านดร. สมชาย หาญหิรัญ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ในส่วนของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จะไปหารือกับสถาบันวิจัยด้านยานยนต์ของญี่ปุ่น ไปทำข้อตกลงความร่วมมือด้านบุคลากรและการทดสอบและหารือกับทางจังหวัดโตเกียว ที่จะมาเปิดศูนย์ SME เซ็นเตอร์ในประเทศไทยในเร็วๆ นี้ โดยเข้ามาในนามจังหวัดโตเกียว และจะไปหารือกับจังหวัดเกียวโตในการทำความร่วมมือกันในการสร้างเครือข่ายเอส เอ็มอีและการเชื่อมโยงธุรกิจเอสเอ็มอีญี่ปุ่นและไทยร่วมกัน

 ททท.ดันทัวริสต์ 2 ล.คน

สำหรับภาคการท่องเที่ยวนั้น นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยถึงการเดินทางไปเยือนประเทศญี่ปุ่นร่วมกับรองนายกรัฐมนตรี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ในครั้งนี้ว่าจะมีการลงนามเอ็มโอยู หรือบันทึกความร่วมมือ 3 ฉบับ ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นด้านส่งเสริมการท่องเที่ยว ประกอบด้วย 1. การลงนามความร่วมมือระหว่าง ทททกับ จาตา หรือ Japan Association of Agents เพื่อส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเดินทางมาเที่ยวประเทศไทย ในปี 2063 ให้ได้จำนวน 2 ล้านคน

“ททท.จะสนับสนุนด้าน โฆษณา ประชาสัมพันธ์ ข่าวสารต่างๆ แก่บริษัทนำเที่ยว หวังเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวประมาณ 10 % ของตลาดทัวร์เอาต์บาวด์ญี่ปุ่นทั้งประเทศที่แต่ละปีมีจำนวน 17-18 ล้านคน หลังจากประเทศไทยเคยมีสูงสุดปีละ 1.5ล้านคน แต่ระยะหลังมีปัญหาทางการเมือง และเหตุการณ์ต่างๆ ทำให้จำนวนลดลงปีนี้คาดว่าจะมีแนวโน้มจำนวน 1.39 ล้านคนส่วนปีที่แล้วมีจำนวน 1.25 ล้านคน อีกทั้งยังมีคู่แข่งจากประเทศเปิดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเวียดนามหรือเมียนมา จึงจำเป็นต้องร่วมมือเพื่อเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวในอนาคต 4-5 ปีข้างหน้า” ผู้ว่าการฯ ททท.กล่าวและว่า

ส่วนเอ็มโอยูฉบับที่ 2 จะเป็นการลงนามกับ เจโทร หรือ องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่นเพื่อให้เจโทรกรุงเทพ สนับสนุนและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารในการส่งเสริมการท่องเที่ยวประเภท อินดัสเตรียล ทัวริซึม ที่เป็นลักษณะของการนำนักท่องเที่ยวเข้าไปสัมผัสแหล่งผลิตสินค้า ท้องถิ่น ประเภท โอท็อป เพื่อให้เกิดความอยากรู้ อยากเห็น อยากซื้อ และมีการแลกเปลี่ยนโนว์ฮาว ระหว่างกัน

และเอ็มโอยูฉบับที่3. เตรียมลงนามสัญญาร่วมมือกับ อาซาฮี ทีวีของญี่น เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศ ซึ่งอาซาฮี ได้มาตั้งสำนักงานในประเทศไทยแล้ว โดยจะมีการนำข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวไทยไปเผยแพร่ในญี่ปุ่น และจะนำแหล่งท่องเที่ยวญี่ปุ่นเข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทยเพื่อ เชิญชวนคนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่น นายยุทธศักดิ์ กล่าว

เอกชนมั่นใจทุนใหม่ไหลเข้า

ด้านความเห็นจากภาคเอกชนนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่าในแง่ตัวแทนภาคเอกชนมองว่านโยบายของรัฐบาลและทีมเศรษฐกิจ เดินมาถูกทางและเป็นไปตามลำดับตามที่ประกาศไว้โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้น เศรษฐกิจ3ระยะ ที่ขณะนี้มาสู่การออกไปโรดโชว์ดึงทุนเข้าบ้านโดยมาตรการที่ออกมายังเชื่อว่า แข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ และมั่นใจว่ากลุ่มทุนใหม่ด้านเอสเอ็มอีจากญี่ปุ่นจะเข้ามาอีกละลอก

อนึ่งญี่ปุ่นเป็นกลุ่มที่เข้ามาลงทุนสูงสุดในประเทศไทยติดต่อกันมากว่า 10 ปีขึ้นไป โดยในปี 2557 มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 672 โครงการ คิดเป็นมูลค่าลงทุน 2.93 แสนล้านบาท เป็นสัดส่วนราว 35 % ของการลงทุนจากต่างประเทศ จำนวน 1.573 พันโครงการ มูลค่าลงทุน 1.022 ล้านล้านบาท ส่วนช่วง 8 เดือนปี2558 นักลงทุนญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 92 โครงการ เงินลงทุน 9.918 พันล้านบาท จากโครงการต่างชาติที่ยื่นขอเข้ามาจำนวน 332 โครงการ เงินลงทุน 5.026 หมื่นล้านบาท โดยการลงทุนส่วนใหญ่ยังอยู่ในสาขายานยนต์ และชิ้นส่วน ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เป็นหลัก

 
กลับหน้าที่แล้ว




The Federation of Thai Industries.
4th Floor Zone C Queen Sirikit National Convention Center, 60 New Rachadapisek Rd. Klongtoey. Bangkok 10110