LOGIN: PASSWORD:
กพช. ต่อสัมปทานแบบแทงกั๊ก โรงไฟฟ้า SPP หวั่นเสียหายนับแสนล้าน
[5 สิงหาคม 2558]
 

เสียงเรียกร้องของปลุ่มโรงไฟฟ้าภาคเอกชนรายเล็ก หรือ SPP ที่ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อคัดค้านและขอให้ทบทวนมติ กพช. ที่กำหนดสัดส่วนรับซื้อและราคาไฟฟ้าจาก SPP เหลือไม่เกิน 20 เมกะวัตต์ยังไม่ได้รับการตอบสนอง นายไพทูร ไพศาลสุขวิทยา อุปนายกสมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ยืนยันไม่ควรต่ำกว่า 60% ไม่เช่นนั้นจะเกิดความเสียหายหนักหนาสาหัส ชี้ผลกระทบไม่แค่กับกลุ่ม SPP เท่านั้นแต่กระเทือนถึงโรงงานอุตสาหกรรมข้ามชาติที่มาใช้ไทยเป็นฐานการผลิตอาจหนีไทยไปที่อื่น และเกิดความเสียหายในภาคอุตสาหกรรมนับแสนล้านบาท

หลังจากที่กลุ่มโรงไฟฟ้า SPP ต้องต่อสู้อย่างหนักมาตั้งแต่ปลายปี 2557 เพื่อเร่งรัดนโยบายพลังงานตากทางการที่ยื้อเรื่องไม่ต่อสัมปทานให้ทั้งที่ใกล้หมดอายุสัปทานเต็มที่แล้ว และทำให้ภาคเอกชนต้องแขวนอนาคตกับความไม่แน่นอนในการตัดสินใจ ซึ่งหากล่าช้าออาไปจะยิ่งเกิดความไม่มั่นใจของผู้ลงทุนที่มาใช้ไทยเป็นฐานการผลิตทำโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ในเรื่องของพลังงาน แต่ในที่สุดเมื่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้ประชุมและมีมติเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2558 ให้ต่อสัปมทานให้ กลับมีเงื่อนไขกำหนดรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้า SPP ที่ผลิตไฟฟ้าด้วยระบบพลังงานร่วม (Cogeneration) ประเภทสัญญา Firm ที่ได้รับการต่อสัญญา โดยไห้ กฟผ. รับซื้อไฟฟ้าไม่เกิน 20% ของกำลังการผลิตติดตั้งเดิม และราคาไม่เกินอัตราค่าไฟฟ้าในรูปแบบโรงไฟฟ้า IPP

เท่ากับว่า กรณีการต่อสัปทานให้กับกลุ่ม SPP เกิดขึ้นก็จริง แต่กลับมีการแทงกั๊กและผู้ผลืตไฟฟ้า SPP เห็นว่ไม่เป็นธรรมและส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของ SPP โดยที่ผ่านมา สมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนและกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้า SPP ได้พยายามขอติดต่อเพื่อชี้แจงไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าของ กพช. แต่กลับไม่ได้รับความสนใจ จนกระทั่งต้องทำหนังสือร้องเรียนถึงนายกรัฐมนตรีในที่สุด

อย่างไรก็ตาม คำต้องขอของกลุ่มไฟฟ้า SPP ยังไม่เป็นผล และหมือสว่า กพช. และทางการจะไม่รับฟังเสียงของภาคเอกชน ทั้งที่มีคคำอธิบายว่าพร้อมจะเรีกภาคเอกชนเข้าเจรจาภายในเดือนเมษายน แต่ทุกอย่างกลับเงียบหายไปในกลีบเมฆ

นายไพทูร ไพศาลสุขวิทยา อุปนายกสมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน กล่าวกับทีมงาน "ดอกเบี้ยธุรกิจ" ว่า การรับซื้อไฟฟ้าจาก SPP ในปริมาณไม่เกิน 20 เมกะวัตต์เป็นปริมาณที่น้อยเกินไป จากเดิมทาง กฟผ. รับซื้อ 90 เมกะวัตต์ ซึ่งทาง กพช. ระบุว่าลดปริมาณลงเหลือ 20 เมกะวัตต์เพราะได้ต่อสัปทานให้แล้ว 25 ปี แต่ในความเป็นจริงก็คือ การรับซื้อไฟฟ้าไม่ควรต่ำกว่า 60% เพื่อให้ผู้ผลิตไฟฟ้าสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ และสามารถผลิตไฟฟ้าให้กับลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมต่อไป

"จะเกิดผลกระทบกับภาคอุตสาหกรรมที่มีมูลค่ากว่าแสนล้านบาท การจ้างงาน การกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค และความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนต่างประเทศ อีกทั้งศักยภาพการแข่งขันของประเทศต่อตลาดโลกและประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ดังนั้น สมาคมฯ ขอให้ กพช. ทบทวนมติดังกล่าว โดยสมาคมฯ มีความยินดีที่จะหารือและหาแนวทางที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ และก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกภาคส่วน"

นายไพทูร กล่าวต่ออีกว่า จากที่ทางกลุ่ม SPP ได้ประชุมกันมาแล้ว ถ้าจะสามารถเดินเครื่องให้กับทาง กฟผ. หรือฝ่ายรัฐบาลได้นั้น จะต้องได้รับการสนับสนุนระมาณ 60 เมกะวัตต์ โดยตัวเลข 60 เมกะวัตต์ เกิดขึ้นมาจากการที่สมัยก่อนแรกเริ่มเดิมทีที่ทำโครงการ SPP ซึ่งมีการมองตัวเลข 60% เหมาะสมที่สุดแล้วในการเดินเครื่องดรงไฟฟ้าเพื่อให้มีประสิทธิภาพ แต่ว่าสำหรับโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก คืดว่าถ้าจะให้เกิดประโยชน์สูงสุด จะต้องใช้เครื่องจักรต่อชุดรวมแล้วอย่างน้อยจะมี 100 เมกะวัตต์ขึ้นไป ซึ่งขณะนี้ SPP ที่มีเครื่องจักรในตลาดโลกขณะนี้ หากจะให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เครื่องจักรจะต้องทำงานอยู่ที่ 120-14- เมกะวัตต์

"ทาง กพช. มองว่าไฟฟ้าที่มาจากกลุ่ม SPP แพง ซึ่งอยากเรียนตามตรงว่าต้นทุนของโรงไฟฟ้า SPP ก็แพงขึ้นไปด้วยเช่นกันไม่ใช่ว่าต้นทุนต่ำแล้วไปขายแพง นอกจากนี้ราคาการซื้อไฟฟ้าก็มาจากภาครัฐเป็นผู้กำหนด ทางภาคเอกชนไม่ได้เป็นผู้กำหนดราคาในการรับซื้อเลย ขณะเดียวกันเราเองก็ต้องมีความรับผิดชอบต่อลูกค้าในอุตสาหกรรมด้วย เพราะมองว่าเราเป็นผู้ที่ทำงานร่วมกัน และเราชวนให้เขามาอยู่ในภาคอุตสาหกรรม เข้ามาลงทนุในไทยแล้วก็ช้วยให้เศรษฐกิจของประเทศไทยเติบโตได้ดียิ่งขึ้น"

นายไพทูร ย้ำว่าการคัดค้านมติ กพช. นี้ไม่ได้เป็นเพียงเพราะกระทบต่อกลุ่ม SPP เท่านั้นที่ได้รับความเดือนดร้อน แต่จะกระทบกับภาคอุตสาหกรรมมูลค่านับแสนล้านบาทด้วย

"เนื่องจากอุตสาหกรรม ณ วันนี้ โรงงานที่เป็นลูกค้าของ SPP จะเป็นลูกค้าที่มีขนาดใหญ่พร้อมที่จะลงทุน ซึ่งการที่ผู้ประกอบการได้เลือกมาลงทุนในไทยเพราะว่ามีความมั่นคงของระบบพลังงาน ซึ่ง 20 ปีที่ผ่านมากลุ่มของ SPP ได้ให้การดูแลสนับสนุนเป็นระยะเวลานานต่อเนื่องทำให้ผู้ประกอบการเกิดความประทับใจ และพร้อมที่จะเพิ่มการลงทุน แต่พอมามีปัญหาเรื่องการต่ออายุสัมปทานก็เริ่มจะไม่ค่อยมั่นใจว่าจะมีการต่ออายุหรือไม่อย่างไร เพราะถ้าไม่ต่อสัมปทาน เท่ากับโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ เองอาจต้องลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักรครั้งใหญ่ ดังนั้น ในการที่จะดูแลผู้ประกอบการต่อไป ก็เริ่มมีคำถามมากขึ้นว่าตกลงเรื่องนี้จะอย่างไรต่อไป

ในส่วนผู้ประกอบารอุตสาหกรรมขณะนี้มีบางส่วนเริ่มมองหาสถานที่อื่นบ้างแล้ว เพราะมองว่าการลงทุนในประเทศไทยเหมือนกับว่าเราเคยได้ให้สัญญาว่าจะดูแล แต่พอมาถึงวันหนึ่งปรากฎว่าเราจะเดินไปบอกเขาว่าไม่สามารถดูแลได้แล้ว เขาก็รู้สึกว่าจะฝากชีวิตกับเราไว้ได้หรือไม่ ดังนั้น ผู้ประกอบการก็ต้องมองหาสถานที่ที่มีความมั่นคงของระบบไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งเราเองค่อนข้างหนักใจเหมือนกัน เพราะเวลาก็กระชั้นมากขึ้นเรื่อยๆ"

นายไพทูร กล่าวว่า เป็นความเดือนดร้อนของผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมด้วย โดยมีหนังสือจากภาคอุตสาหกรรม โรงงานขนาดใหญ่หลายๆ แห่งได้ทำหนังสือไปถึงรัฐมนตรีว่การกระทรวงพลังงาน ซึ่งเราเองก็ได้แนบหนังสือเหล่านี้ไปถึงนายกรัฐมนตรีด้วย

"ณ วันนี้ตัวเลขยังอยู่ที่ 20 เมกะวัตต์มันน้อยมาก คือหายไป 80% ขณะที่ปัญหากระทบในส่วนของผู้ประกอบการ มันไม่ใช่เครื่องเทคนิคอย่างเดียว มันยังมีเรื่องแหล่งเงินทุนของภาคธนาคารที่จะมาสนับสนุนด้วย เราก็เลยเป็นกังวลตรงนี้

จากขณะนี้ยังไม่มีอะไรคืบหน้า ตอนนี้ทางภาคเอกชนก็รอทางภาครัฐที่จะเรียกมาเจรจากันต่อ ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าทางนายกรัฐมนตรีได้รับทราบถึงปัญหาความเดือนดร้อนใจมากน้อยแค่ไหน ขณะที่สมาคมฯ เองก็อยากให้เรื่องนี้ยุติและเดินหน้าไปโดยเร็ว เพราะตอนนี้ระยะเวลาที่จะหมดอายุสัมปทานก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งก็จะทำให้การเตรียมการของกลุ่ม SPP จะกระชั้นชิดมากเกินไป"

สำหรับคำตอบจากทางรัฐบาลนั้น จริงๆแล้วที่กลุ่ม SPP เคยวางไว้อย่างช้าที่สุดคือไม่เกินเดือนมิถุนายน 2558 เพราะเป็นช่วงที่ SPP แต่ละรายค่อยๆ หมดอายุสัมปทาน ซึ่งกว่าจะสร้างระบบอะไรต่างๆ ต้องใช้เวลากว่า 3 ปี

ไฟฟ้าที่ซื้อจากกลุ่ม SPP ไม่ใช่พลังงานจำนวนเยอะ แล้วการเข้าสู่ระบบของภาครัฐก็ทยอยเข้า ไม่ได้เข้าเป็นก้อนเดียวทั้งหมด ไม่ใช่ว่าเรามี 1,000 เมกะวัตต์แล้วเข้าไปทั้งหมด เราทยอยเข้าปีละ 100 กว่าเมกะวัตต์ บางทีไม่ถึงก็มี ดังนั้น มันไม่ใช่ปริมาณเยอะที่จะมีผลกระทบต่อในภาพรวมของภาครัฐเท่าไหร่

ทางสมาคมฯ อยาจะฝากถึงรัฐบาล ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการนำเสนอในทุกมิติและทุกๆ ทิศทาง และด้วยพวกเราเองได้มองเห็นแลวว่าทางนายกรัฐมนตรี รวมถึงรัฐมนตรีว่การกระทรวงพลังงาน พร้อมกับปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นผู้มีวิสัยทัศน์และเป็นผู้ที่เข้าใจในเรื่องความเดือดร้อน รวมถึงในเรื่องของความมั่นคงและรื่องเศรษฐกิจของประเทศ เชื่อมั่นว่าทั้ง 3 ท่าน น่าจะเป็นผู้ที่สรุปและเรียกผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนกับภาครัฐได้นั่งคุยกันอย่างจริงจังเพื่อหาทางออกร่วมกัน

ทั้งนี้ อยากให้มองว่ากลุ่ม SPP เป็นส่วนหนึ่งของคนในประเทศไทย และมีความรับผิดชอบต่อภาคอุตสาหกรรมและภาคเอกชน รวมถึงภาคประชาชนด้วย เพราะฉะนั้นเพื่อให้เศรษฐกิจไทยเดินไปได้ด้วยดี น่าจะจับมือและร่วมกัน เพื่อไปสู่เป้าหมายร่วมกัน

ที่มา : ดอกเบี้ยธุรกิจ ฉบับวันที่ 27 เม.ย. - 3 พ.ค. 2558

 
กลับหน้าที่แล้ว



The Federation of Thai Industries. 4th Floor Zone C Queen Sirikit National Convention Center, 60 New Rachadapisek Rd. Klongtoey. Bangkok 10110