จี้รัฐผุดโรงไฟฟ้าถ่านหิน-นิวเคลียร์
[2 กรกฎาคม 2555]
 

จี้รัฐผุดโรงไฟฟ้าถ่านหิน-นิวเคลียร์
 

       ปัจจุบันภาพการใช้ไฟฟ้าและปริมาณการผลิตเชื้อเพลิงของประเทศไทยอยู่ในภาวะสวนทาง เพราะประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา ส่งผลให้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้น ขณะที่ปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย

             ซึ่งนับว่าเป็นแหล่งปิโตรเลียมที่สำคัญของไทยเริ่มนับถอยหลัง รอวันที่จะหมดไป ดังนั้นไทยจึงต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ นั่นก็หมายความว่าไทยเป็นประเทศที่สุ่มเสี่ยงและไม่มีความแน่นอนด้านเชื้อเพลิงอย่างมาก 

            ความกังวลจากความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิงเหล่านี้ ทำให้ทั้งภาครัฐและเอกชนเร่งแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะภาคการผลิตไฟฟ้า เพราะต้องยอมรับว่าหากประเทศขาดไฟฟ้าแล้ว ความเสียหายที่จะตามมาย่อมมหาศาลแน่นอน ซึ่งในเวทีสัมมนา Energy Forum : "พลังงานทดแทน ทางรอด ทางเลือก ประเทศไทย"จัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายฝ่ายต่างมีความเห็นไปในแนวทางกันว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องกระจายเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าให้มากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการใช้ก๊าซธรรมชาติ

++เอกชนดันโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
    นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) ชี้ให้เห็นว่าแม้ประเทศไทยจะมีความได้เปรียบด้านพืชผลทางการเกษตร ซึ่งสามารถนำมาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า หรือโรงไฟฟ้าชีวมวลได้จำนวนมากก็ตาม แต่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนสูงมากเมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล 

    ทั้งนี้ ภาคเอกชนเห็นด้วยที่รัฐเร่งส่งเสริมพลังงานทดแทนมากขึ้น แม้ว่าต้นทุนจะสูงแต่ก็ดีกว่าพึ่งพาพลังงานฟอสซิลเพียงอย่างเดียว ปัจจุบันภาพรวมการใช้พลังงานทดแทนยังอยู่ที่ประมาณ 10% และมีแผนจะเพิ่มขึ้นอีก อย่างไรก็ตามการให้ส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า(แอดเดอร์) จะต้องมีการปรับปรุง เนื่องจากแอดเดอร์ของโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์สูงเกินไป และควรมีการปรับปรุงเครื่องจักรให้สามารถผลิตพลังงานได้มากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้าของไทยยังถูกจำกัดอย่างมาก โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ส่งผลให้ประเทศไทยมีทางเลือกที่จำกัดมาก และเห็นว่าการศึกษาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นับว่าเป็นเรื่องสำคัญ จึงอยากฝากผู้ที่เกี่ยวข้อง แม้จะมีความกังวลเรื่องความปลอดภัย แต่ก็มีเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นมารองรับแล้ว

    "ตอนนี้ก๊าซในอ่าวไทยกำลังจะหมดไป ถ่านหินประชาชนก็ต่อต้าน รวมถึงนิวเคลียร์ด้วย ทำให้ทางเลือกของเรามีน้อย จะพึ่งพาแต่พลังงานทดแทนก็คงยาก ดังนั้นคงต้องรับเชื้อเพลิงนิวเคลียร์มาคิดผลดีและผลเสีย เพื่อกระจายความเสี่ยง"นายพยุงศักดิ์ กล่าว

    นายสมศักดิ์ วิวัฒน์พนชาติ รองประธานคณะกรรมการพลังงาน หอการค้าไทย กล่าวว่า การผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย จะใช้ก๊าซธรรมชาติตลอดคงไม่ได้ เพราะมีความเสี่ยงเกินไป ต้องมีเชื้อเพลิงอื่นเข้ามาทดแทน ซึ่งกรณีของพลังงานทดแทนตนเห็นด้วย แต่โรงไฟฟ้าจะมีขนาดเล็ก เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าก๊าซ และถ่านหิน อาทิโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาด 5-10 เมกะวัตต์เท่านั้น และกระจายหลายพื้นที่ ทำให้ต้องสร้างสายส่งใหม่ทำให้เกิดต้นทุนเพิ่มขึ้นมาอีก

++กฟผ.ชี้ใช้ก๊าซมากมีความเสี่ยง
    ด้านนายสุนชัย คำนูญเศรษฐ์ รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า(พีดีพี 2012) มีการบรรจุโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด แต่จะทำอย่างไรให้ประชาชนยอมรับ โดยมองว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินมีความสำคัญ เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ 

    โดยขณะนี้จะเห็นได้ชัดเจนว่าปริมาณก๊าซของไทยกำลังหมดลง ทำให้ไทยต้องนำเข้าก๊าซจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งที่ผ่านมามีบทเรียนจากแหล่งก๊าซในพม่ามีปัญหา ทำให้ก๊าซหายไปจากระบบ จึงต้องนำน้ำมันมาผลิตไฟฟ้าทดแทน นี่คือความเสี่ยงที่เกิดขึ้น

    สำหรับความมั่นคงด้านพลังงาน ในแต่ละปีจะต้องมีไฟฟ้าเข้าระบบ 800-900 เมกะวัตต์ หากทำแต่โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนก็คงยาก และไม่ทันต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เติบโตขึ้นอย่างมากแน่นอน ซึ่งปัจจุบันโรงไฟฟ้าของไทยใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงหลัก ตอนนี้ใช้มากถึง 67% และปริมาณก๊าซเริ่มจะหมด จึงต้องพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) ปีนี้ 1 ล้านตัน และในอนาคตจะเพิ่มเป็น 10 ล้านตัน ส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นด้วย

      "โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน รัฐส่งเสริมแน่นอน แต่การเติบโตของเศรษฐกิจจะขาดไฟฟ้าไม่ได้ ดังนั้นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่จะต้องมี ถ้าก้าวข้ามจากถ่านหินไปเป็นนิวเคลียร์ก็จะดี แต่ในส่วนของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นั้น จะต้องรอทางประเทศญี่ปุ่นให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ก่อน ซึ่งเราจะต้องมั่นใจแล้วว่าจะมีเทคโนโลยีที่ปลอดภัย"นายสุนชัย กล่าว

    นายคุรุจิต นาครทรรพ รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า หากดูจากการเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของไทย ทำให้กระทรวงพลังงานต้องเตรียมความพร้อมในเรื่องของการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเติม นอกจากโรงไฟฟ้าที่มีการดำเนินการอยู่ กระทรวงพลังงาน ก็ยังคงศึกษาความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของการก่อสร้างโรงไฟฟ้าประเภทต่างๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่นโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาด และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าไม่สูงมากจนเป็นภาระประชาชนในอนาคต

    ขณะเดียวกันประเทศไทยพึ่งพาก๊าซในการผลิตไฟฟ้ามากถึง 70% นับว่าเป็นสัดส่วนที่มากเกินไป โดยทางเลือกของประเทศไทยก็มีไม่มาก ซึ่งการใช้ถ่านหินก็มีต้นทุนต่ำและมีเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดแล้ว สามารถลดการปล่อยมลพิษได้ 

    ส่วนเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ ก็เป็นพลังงานสะอาด แต่ยังมีความกังวลเรื่องความปลอดภัย ถ้าไทยยังพึ่งพาก๊าซในการผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว อำนาจต่อรองของประเทศก็จะลดลง ซึ่งกระทรวงพลังงานยังไม่เร่งรีบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จึงเลื่อนจากแผนพีดีพีออกไปอีก 3 ปี ไปเป็นปี 2569  แต่ก็ต้องมีการศึกษาต่อไป เพื่อเป็นทางเลือกในอนาคต

    "ตอนนี้เกาหลีมีความชัดเจนอย่างมากที่จะเดินหน้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต่อไป เพราะเกาหลีเป็นประเทศที่ไม่มีพลังงานเป็นของตัวเอง ซึ่งในส่วนของไทยยังเป็นไปได้ยากที่จะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ การแก้ปัญหาต้องใช้ความรู้ และเทคโนโลยีที่ปลอดภัย"นายคุรุจิต กล่าว

++เลิกอุดหนุนราคาพลังงาน
    ด้านนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานกรรมการมูลนิธิพลังงานที่ยั่งยืน สะท้อนให้เห็นว่า แนวโน้มการนำเข้าพลังงานของไทยเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะการนำเข้าแอลเอ็นจี ซึ่งมีต้นทุนสูงมาก ปัจจุบันต้องยอมรับว่าไทยกำลังเป็นประเทศนำเข้าพลังงานมูลค่ามหาศาล ขณะที่ไทยเป็นประเทศที่ใช้พลังงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เมื่อเทียบกับทรัพยากรธรรมชาติที่มีอย่างจำกัด

    ดังนั้นรัฐบาลไม่ควรที่จะเข้ามาอุดหนุนราคาพลังงานมากเกินไป โดยหากอุดหนุนควรเลือกเฉพาะกลุ่มผู้ที่เดือดร้อนหรือ มีรายได้น้อยจริงเท่านั้น ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นการอุดหนุนประชาชนทุกกลุ่ม รวมทั้งคนร่ำรวยโดยไม่จำเป็น 

    โดยจะเห็นว่าปัจจุบันรัฐบาลมีการอุดหนุนราคาพลังงาน ทั้งการอุดหนุนแอลพีจี ผ่านกองทุนน้ำมันฯ การอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลด้วยการลดการจัดเก็บภาษีน้ำมันในอัตราประมาณ 5 บาทต่อลิตร รวมมูลค่าการอุดหนุนราคาพลังงาน ปีละ 1.5-1.6 แสนล้านบาท หากอุดหนุนยาว 5 ปีจะเป็นวงเงินรวมเกือบ 1 ล้านล้านบาท ทั้งที่ควรจะนำเงินส่วนนี้ไปใช้ประโยชน์สร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศ เช่น การลงทุนสร้างรถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง หรือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ 

    นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การก่อสร้างโรงไฟฟ้าของประเทศไทยตามแผนพีดีพี ได้ศึกษาการเตรียมพร้อมในการกระจายเชื้อเพลิง และสร้างความสามารถในการแข่งขัน โดยในแผนมีทั้งการเตรียมก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน เพราะการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใช้เวลานาน 7-10 ปี 

    ทั้งนี้ หากไม่เตรียมการในขณะนี้จะกระทบต่อการแข่งขัน โดยเฉพาะประเทศพม่าและเวียดนามที่ขณะนี้ กำลังเร่งพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ และมีทรัพยากรมากกว่าไทย ซึ่งในเรื่องการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ขณะนี้มีผู้คัดค้านจำนวนมาก เพราะไม่เข้าใจกลไกโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาดว่าไม่สร้างมลพิษ

 
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,752  1- 4 กรกฎาคม  พ.ศ. 2555
 

 
กลับหน้าที่แล้ว





The Federation of Thai Industries.
4th Floor Zone C Queen Sirikit National Convention Center, 60 New Rachadapisek Rd. Klongtoey. Bangkok 10110